บทที่ 2 ความเสี่ยงและผลตอบแทนของกองทุนรวม

 
        คุณคงได้ทราบแล้วว่า กองทุนรวมคืออะไร และมีข้อดีข้อเสียอะไร แน่นอนว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้นมีความเสี่ยง
และผลตอบแทน แตกต่างกันไปตามนโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุน อีกทั้งยังไม่มีการรับประกันผลตอบแทนที่ผู้ลงทุน
ควรจะได้รับ ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงที่ตนยอมรับได้ และผลตอบแทนที่ตนพึงได้รับจากการลงทุน
ผ่านกองทุนรวมนั้น อันจะเป็นการช่วยเสริมสร้างทั้งความมั่นใจในการเลือกลงทุน และ “ภูมิป้องกัน” ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

 
 
  • ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในกองทุนรวม
     
            ผู้ลงทุนมักเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนดีและสม่ำเสมอ เมื่อการลงทุนของกองทุนรวมมีกำไรผู้ถือหน่วยลงทุน
    ก็จะได้รับ
            - ส่วนแบ่งกำไรในรูปของเงินปันผล (Dividend) โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมนั้นมีนโยบายจ่ายเงินปันผล
            - กำไรส่วนเกินมูลค่าหน่วยลงทุน (Capital Gain) เมื่อผู้ลงทุนนั้นขายคืนหน่วยลงทุนกับบริษัทจัดการ ซึ่งวัดได้จากมูลค่า
    ทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้นจากมูลค่าที่เริ่มแรกลงทุน

             ทั้งนี้ผลตอบแทนที่ผู้ถือหน่วยลงทุนแต่ละรายได้รับ ก็คือ ผลตอบแทนซึ่งกองทุนรวมได้รับจากการลงทุนในตราสารการเงิน
    ประเภทต่างๆ และนำมาเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนอีกทีหนึ่งตามสัดส่วนที่ได้ลงทุนไว้แต่แรกในกองทุนรวมนั่นเอง อนึ่งผู้ลงทุน
    ควรเข้าทำความเข้าใจเสียก่อนว่าผลตอบแทนในอดีตที่ได้รับจากกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งรับประกันผลตอบแทนในอนาคตที่จะได้รับ
    เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อภาวะการลงทุน เช่น ภาวะเศรษฐกิจ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
    เมื่อกองทุนรวมนำเงินไปลงทุนในตราสารทุน
    ผลตอบแทนที่ได้รับมีดังนี้


    1. เงินปันผล (Dividend) คือ เงินส่วนแบ่งกำไร
    จากการดำเนินงานในแต่ละปีของกิจการที่กองทุนรวม
    นำเงินไปลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับประมาณเดือน
    เมษายนของทุกปี
    2. กำไรส่วนเกินทุน (Capital Gain) คือ ผลต่าง
    ระหว่างราคาขายหลักทรัพย์ และราคาทุนที่ซื้อมา
    เกิดขึ้นเมื่อกองทุนรวมนั้นสามารถขายหลักทรัพย์
    ที่ลงทุนไว้ได้ในราคาที่สูงกว่าราคาทุนที่ซื้อมา
    เมื่อกองทุนรวมนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้
    ผลตอบแทนที่ได้รับมีดังนี้

    1. ดอกเบี้ยรับ (Interest Received) กองทุนรวม
    จะได้รับดอกเบี้ยประจำเป็นงวดๆ เมื่อถือตราสารหนี้
    ไว้จนครบกำหนดไถ่ถอน หรือเมื่อขายตราสารหนี้
    ที่ลงทุนนั้นออกไป
    2. ส่วนลดรับ (Discount Earned) หากกองทุนรวม
    ลงทุนในตราสารหนี้ประเภทไม่จ่ายดอกเบี้ย
    (Zero Coupon Bond) ก็จะได้รับส่วนลดรับ ซึ่งเท่ากับ
    ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ และมูลค่าชำระคืน เมื่อครบ
    กำหนดไถ่ถอน
    3. กำไรส่วนเกินทุน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่ออัตรา
    ดอกเบี้ยในตลาดเงินลดลง ส่งผลให้ราคาของ
    ตราสารหนี้ในตลาดสูงขึ้น

     
  • การคำนวณราคามูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม
     


            มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value: NAV) ของกองทุนรวม ก็คือ มูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดที่กองทุนรวมถือครองอยู่
    ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง โดยต้องทำการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิทุกวันทำการ และต้องได้รับการตรวจสอบและเห็นชอบโดยผู้ดูแล
    ผลประโยชน์ของกองทุนรวมนั้น

    การคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ และมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยลงทุน สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

    เริ่มจากการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
            ให้คำนวณมูลค่าหลักทรัพย์และทรัพย์สินที่กองทุนรวมลงทุนทั้งหมดตามราคาตลาด โดยจะมีการปรับมูลค่าหลักทรัพย์
    และทรัพย์สินตามราคาตลาด (Mark to Market) ในแต่ละวัน เพื่อให้สะท้อนถึงมูลค่าที่เป็นจริงตามราคาตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น
    หรืออาจคำนวณมูลค่าหลักทรัพย์และทรัพย์สินจากราคาปิด หรือราคาเสนอซื้อครั้งสุดท้าย ถ้าหลักทรัพย์และทรัพย์สินนั้นไม่มี
    การซื้อขายเกิดขึ้นในวันที่ทำการคำนวณ หลังจากนั้นให้นำมูลค่าที่คำนวณได้มาบวกกับเงินสด และผลตอบแทนสะสมที่ได้จาก
    การลงทุน แล้วจึงนำค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมนั้นมาหักออก


    มูลค่าทรัพย์สินตามราคาตลาด + ผลตอบแทนสะสม + เงินสด - ค่าใช้จ่ายของกองทุน
    = มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV)


    หลังจากนั้นจึงคำนวณหามูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยลงทุน (มูลค่าต่อหน่วย) โดยนำมูลค่าทรัพย์สินสุทธิมาหารด้วยจำนวน
    หน่วยลงทุน ที่ออกจำหน่ายทั้งหมดของกองทุนรวมนั้น


    มูลค่าต่อหน่วย (NAVต่อหน่วย) = มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
                                                     จำนวนหน่วยลงทุน


            มูลค่าต่อหน่วย น้อยกว่า ราคาที่ลงทุนเริ่มแรก ผู้ลงทุนอยู่ในฐานะขาดทุน
            มูลค่าต่อหน่วย มากกว่า ราคาที่ลงทุนเริ่มแรก ผู้ลงทุนอยู่ในฐานะกำไร

            ในกรณีของกองทุนปิด จะมีการประกาศมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ และมูลค่าต่อหน่วย ให้ผู้ลงทุนทราบทุกวันสุดท้ายของสัปดาห์
    สำหรับในกรณีของกองทุนเปิดจะทำการประกาศทุกวันทำการที่มีการซื้อขายหน่วยลงทุน การประกาศดังกล่าวต้องกระทำในหน้า
    หนังสือพิมพ์ข่าวธุรกิจอย่างน้อยหนึ่งฉบับ หรือเผยแพร่ ณ ที่ทำการหรือเว็บไซต์ของบริษัทตัวแทนจำหน่าย เพื่อให้ผู้ลงทุนทราบ
    และนำไปใช้ในการวิเคราะห์สถานะเงินลงทุนของตนในกองทุนรวมนั้น โดยอาจนำมูลค่าทรัพย์สินสุทธิดังกล่าวไปเปรียบเทียบ
    กับผลการดำเนินงานในอดีต หรือเปรียบเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนอื่นที่มีนโยบายคล้ายกันในช่วงเวลาเดียวกัน
    หรืออาจเปรียบเทียบกับดัชนีมาตรฐาน เช่น ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ก็ได้

     
  • ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนในกองทุนรวม
     


            “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุน” มักเป็นประโยคทิ้งท้ายของหนังสือชี้ชวนของบริษัท
    จัดการกองทุนต่างๆ เพื่อเป็นคติเตือนใจให้ผู้ลงทุนเข้าใจว่าความเสี่ยงในการลงทุนนั้นมีบ้าง ไม่มากก็น้อย ถึงแม้ว่าจะให้ระดับ
    มืออาชีพบริหารเงินกองทุนแล้วก็ตาม สิ่งสำคัญคือ คุณสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยเท่าใด และรู้จักกับความเสี่ยงที่จะ
    เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ ความเสี่ยงของกองทุนรวมแต่ละประเภทนั้นมีลักษณะในทำนองเดียวกันกับตราสารหรือหลักทรัพย์ที่กองทุนรวม
    นั้นๆ เน้นลงทุน เช่น กองทุนรวมตราสารทุนก็จะมีความเสี่ยงแบบเดียวกับความเสี่ยงของตราสารทุน กองทุนรวมตราสารหนี้ก็จะ
    มีความเสี่ยงแบบเดียวกับความเสี่ยงของตราสารหนี้ แต่ความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากการลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้นจะน้อยกว่า
    ความเสี่ยงของการลงทุนในหลักทรัพย์หลายตัวด้วยตนเอง ในส่วนนี้คุณจะได้รู้จักกับความเสี่ยงประเภทต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจาก
    การลงทุนผ่านกองทุนรวม


            Market Risk เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเมื่อราคาหรือผลตอบแทนของตราสารทางการเงินที่อยู่ในตลาดมีการปรับตัวผันผวน
    เพราะมีปัจจัยต่างๆ มากระทบ อันได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจระดับมหภาค ความผันผวนของค่าเงินหรืออัตราดอกเบี้ย กระแสทางการเมือง
    ภาวะสงคราม และภัยธรรมชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากกระแสความรู้สึกของผู้ลงทุนที่มีต่อสภาวะตลาด (Market
    Sentiment) โดยแต่ละปัจจัยสร้างผลกระทบต่อตราสารทางการเงินแต่ละประเภทได้แตกต่างกัน ความเสี่ยงประเภทนี้ไม่สามารถ
    ขจัดไปได้ แต่มีวิธีง่ายๆ ที่สามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงประเภทนี้ คือ การติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเงิน และ
    การลงทุนอย่างใกล้ชิด

            Interest Rate Risk คือ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย โดยปกติแล้วราคาของตราสารหนี้จะสูงขึ้น
    หรือลดลงก็เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย กรณีที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินลดลง จะส่งผลให้ราคาตลาดของ
    ตราสารหนี้สูงขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้บนตราสารหนี้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ลดลงนั้นเอง ในทางตรงกันข้าม
    ถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มสูงขึ้นกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ ราคาตลาดของตราสารหนี้นั้นก็จะลดลง แน่นอนว่าความเสี่ยง
    ประเภทนี้ก็ยากที่จะขจัดไปได้เช่นเดียวกัน สำหรับวิธีบรรเทาความเสี่ยงชนิดนี้ก็คือ การดูจังหวะการลงทุน (Market Timing)
    และเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ที่มีกำหนดอายุไถ่ถอนคืนสั้น เนื่องจากยิ่งตราสารหนี้เหลืออายุการไถ่ถอนคืนยาวเท่าใด ก็จะมีโอกาส
    ที่จะเผชิญกับความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยมากขึ้นเท่านั้น แน่นอนว่าความเสี่ยงประเภทนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกองทุนรวม
    ที่ลงทุนในตราสารหนี้

             Purchasing Power Risk คือ ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) โดยมีผลให้อำนาจการซื้อของเงินที่ได้
    จากการลงทุนลดลง หรือทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับลดลงนั่นเอง นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อมูลค่าของหลักทรัพย์ที่ถือครอง
    โดยกองทุนรวม เนื่องจากความไม่แน่นอนของระดับราคาหลักทรัพย์ ความเสี่ยงประเภทนี้ไม่สามารถขจัดไปได้ สามารถหลีกเลี่ยง
    ความเสี่ยงประเภทนี้ได้โดยการติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และภาวะเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด

            Liquidity Risk คือ ความเสี่ยงจากการที่ผู้ลงทุนไม่สามารถแปรสภาพหลักทรัพย์ที่ถือครองอยู่ให้เป็นตัวเงินได้ในทันที
    อาจเป็นเพราะขายไม่ได้ หรือขายได้แต่ไม่ได้ในราคาที่กำหนดไว้ กรณีกองทุนรวมซึ่งมีกฎหมาย ในเรื่องการถือครองทรัพย์สิน
    ใกล้เคียงเงินสด โดยปกติต้องดำรงสัดส่วนการถือครองทรัพย์สิน และทรัพย์สินใกล้เคียงเงินสดให้ได้ในอัตราที่กำหนด
    หากทรัพย์สินที่ถือครองนั้นไม่สามารถแปรสภาพเป็นเงินสดได้เมื่อจำเป็น ก็คงต้องประสบปัญหาเป็นแน่แท้ สำหรับวิธีลดระดับ
    ความเสี่ยงประเภทนี้ ได้แก่ การเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีมูลค่า และปริมาณการซื้อขาย (Volume) ในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ

            Sector หรือ Industry Risk คือ ความเสี่ยงเฉพาะตัวของแต่ละอุตสาหกรรม อันอาจเกิดจากอุตสาหกรรมเริ่มอิ่มตัว
    การเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับการสนับสนุน และแนวโน้มของอุตสาหกรรมไม่ค่อยดี เป็นต้น โดยวิธีลดระดับความเสี่ยงประเภทนี้
    ก็คือ การเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ มากกว่าหนึ่งอุตสาหกรรม หรือที่เรียกกันว่า การกระจายความการลงทุนเพื่อ
    ลดความเสี่ยง (Diversification) นั่นเอง ซึ่งในกรณีกองทุนรวมสามารถระดมเงินทุนได้จากผู้ลงทุนจำนวนมาก จึงทำให้ผู้จัดการ
    กองทุนรวมสามารถกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่ผู้ลงทุนแต่ละคนจะสามารถทำได้เอง

            Specific หรือ Company Risk คือ ความเสี่ยงเฉพาะตัวของบริษัทผู้ออกตราสาร อันอาจเกิดขึ้นจากคุณภาพของ
    ทีมผู้บริหาร การบริหารงานที่ผิดพลาดและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเป็นต้น สำหรับวิธีลดระดับความเสี่ยงประเภทนี้ ก็คือ
    การกระจายการลงทุนไปในหลักทรัพย์มากกว่าหนึ่งประเภท นอกจากความเสี่ยงที่เกิดจากตัวบริษัทผู้ออกตราสารแล้ว ความเสี่ยง
    ประเภทนี้ยังรวมถึงความเสี่ยงในการเลือกบริษัทจัดการกองทุนรวมอีกด้วย เพราะหากผู้จัดการกองทุนรวมไม่มีความสามารถ
    เพียงพอ ก็อาจจะทำให้ผู้ลงทุนเสียหายได้เช่นกัน

            Credit หรือ Default Risk คือ ความเสี่ยงเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือในด้านฐานะของผู้ออกตราสาร อาจเกิดขึ้นเพราะ
    ผู้ออกตราสารทางการเงินไม่สามารถทำตามเงื่อนไข หรือข้อผูกพันที่มีอยู่ เช่น บริษัทผู้ออกตราสารหนี้บางราย ไม่สามารถจ่ายคืน
    เงินต้น และดอกเบี้ยให้กับผู้ลงทุนได้ ย่อมมีผลต่อกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในตราสารดังกล่าว ความเสี่ยงประเภทนี้สามารถ
    ลดลงได้โดยการกระจายการลงทุนในตราสารหลากหลายประเภท หรืออาจจะลงทุนในระยะเวลาที่ยาวขึ้นก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้
    ผู้ลงทุนยังอาจพิจารณาความเสี่ยงได้โดยดูจากผลอันดับ ความน่าเชื่อถือ (Credit Rating ) ของบริษัทผู้ออกตราสารนั้น ที่จัดทำขึ้น
    โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) ประเทศไทยมีสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ คือ The Thai
    Rating and Information Service Co., Ltd. (TRIS) และ The Fitch Ratings (Thailand) Ltd.

            รู้ไว้ใช่ว่า !! ตราสารหนี้ภาครัฐจะมีความเสี่ยงในลักษณะนี้ต่ำกว่าเนื่องจาก ผู้ออกเป็นหน่วยงานภาครัฐ จึงเสมือนมี
    ภาครัฐรับประกัน ความสามารถในการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยได้ดีกว่า
            ดังนั้น กองทุนรวมตราสารหนี้ส่วนใหญ่จึงนิยมใช้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลเป็นอัตราผลตอบแทนอ้างอิง
    ที่ปราศจากความเสี่ยง (Risk-free Rate)


    ความเสี่ยงที่กล่าวถึงทั้งหมดนี้ ถือเป็นความเสี่ยงในการลงทุนที่ผู้ลงทุนจะต้องคอยติดตามอย่างสม่ำเสมอ

    ระดับความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆ

    ระดับความเสี่ยง ประเภท ประเภทของหลักทรัพย์ที่ลงทุนเป็นหลัก
    1 กองทุนรวมตลาดเงิน - ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจอายุต่ำกว่า 1 ปี
    - เงินฝากธนาคาร บัตรเงินฝากธนาคาร/ สถาบันการเงิน
    2 กองทุนรวมตราสารหนี้ : พันธบัตรภาครัฐ - พันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจ อายุเกิน 1 ปี ขึ้นไป
    3 กองทุนรวมตราสารหนี้หุ้นกู้คุณภาพเยี่ยม - หุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในระดับ
      ตั้งแต่ A- ขึ้นไป หรือเทียบเท่า
    4 กองทุนรวมตราสารหนี้ หุ้นกู้คุณภาพ - หุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดการอันดับความน่าเชื่อถือใน
      ระดับตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป
    4-5 กองทุนรวมเฉพาะเจาะจงตราสารหนี้ - ตราสารหนี้ทุกประเภท ทั้งที่ออกโดยภาครัฐและเอกชน
      แต่ไม่ให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน
    5 กองทุนผสม - พันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจมีสภาพคล่องสูง
    - หุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ
      ตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป
    - หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่มีกิจการมั่นคง มีกำไร และประวัติ
      การจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ
    - หุ้นของบริษัทขนาดเล็ก มีกำไรในการดำเนินงาน และมี
      ศักยภาพ ที่จะสามารถขยายการดำเนินงานได้อย่างดีใน
      อนาคต โดยกองทุนจะคงอัตราส่วนการลงทุนไว้ไม่น้อย
      กว่า 35% และไม่เกิน 65% ของมูลค่าทรัพย์สุทธิ
    5 กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น
    เน้นการลงทุนในตราสารหนี้
    - พันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจ มีสภาพคล่องสูง
    4-5 เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ - หุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ
      ตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป
    5-6 เน้นการลงทุนในตราสารทุน - หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกิจการมั่นคง มีกำไรและประวัติ
      การจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ
    - หุ้นของบริษัทขนาดเล็กที่มีกำไรในการดำเนินงาน และมี
      ศักยภาพที่จะสามารถขยายการดำเนินงานได้อย่างดี
      ในอนาคต
    7 กองทุนรวมตราสารทุน : หุ้นคุณภาพ - หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกิจการมั่นคง มีกำไรและมี
      ประวัติการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอเป็นระยะเวลายาวนาน
    8 กองทุนรวมตราสารทุน : หุ้นเติบโต - หุ้นของบริษัทขนาดเล็ก แต่มีกำไรในการดำเนินงาน และมี
      ศักยภาพที่จะสามารถขยายกิจการดำเนินงานได้อย่างดี
      ในอนาคต
    9-10 กองทุนรวมกลุ่มธุรกิจ - หุ้นของบริษัทในภาคธุรกิจเหนืออุตสาหกรรมในกลุ่ม หรือ
      ประเภทเดียวกัน
    9-10 กองทุนรวมเฉพาะเจาะจง : ตราสารทุน - ตราสารทุนทุกประเภท ทั้งที่ออกโดยภาครัฐและเอกชน
      แต่ไม่ให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

    ที่มา: สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

     
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี
     
            มีผู้ลงทุนหลายคนแบ่งเงินลงทุนบางส่วนมาซื้อหน่วยลงทุน ด้วยเหตุผลคือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีนั่นเอง เนื่องจาก
    ผู้ถือหน่วยลงทุนนั้น เมื่อได้รับเงินปันผล มีทางเลือก 2 ทาง คือ จะยอมให้หักภาษี ณ ที่จ่ายเลย หรือเลือกที่จะนำเงินปันผล
    ที่ได้นั้นไปคำนวณรวมกับรายได้อื่นๆ เพื่อเสียภาษีตอนปลายปี ในขณะที่เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนก็ได้รับการยกเว้นภาษี
    เช่นเดียวกับการลงทุนในตราสารทุน ตารางข้างล่างอธิบายสิทธิประโยชน์ทางภาษีของผู้ลงทุนแต่ละประเภท ดังนี้


    ประเภทของผู้ลงทุนในกองทุนรวม เงินส่วนแบ่งกำไร/เงินปันผล เงินได้จาก การขายหน่วยลงทุน
    บุคคลธรรมดา เมื่อหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 10 แล้ว
    ก็ไม่ต้องนำเงินปันผลที่ได้ไปคำนวณ
    รวมกับรายได้อื่นๆ เพื่อเสียภาษีอีกตอน
    ปลายปี
    ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้
    นิติบุคคล
    1. บริษัทจดทะเบียน
    2. บริษัทจำกัด

    ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้*
    นำเงินปันผลมารวมคำนวณเป็นเงินได้
    เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่ได้รับ*

    - รวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล - รวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

    *กรณีถือหน่วยลงทุนไว้ 3 เดือนก่อนและหลังได้รับเงินปันผล

     


            สำหรับกองทุนรวมเองนั้น เงินที่ระดมได้จากการขายหน่วยลงทุนจะถูกนำไปจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. โดยมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบริษัทจัดการ รายได้ทั้งในรูปเงินปันผล ดอกเบี้ยรับ ส่วนลดรับ และกำไรส่วนเกินทุน
    ที่กองทุนรวมได้รับจากการนำเงินที่ระดมได้ไปลงทุน ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ดังนั้นการลงทุนผ่านกองทุนรวม จึงไม่ได้รับประโยชน์
    จากเครดิตภาษีแต่อย่างใด นอกจากนี้หากกองทุนรวมนั้นไม่มีนโยบายในการจ่ายเงินปันผล รายได้ที่ได้จากการลงทุนทั้งหมด
    ก็จะถูกสะสมทบอยู่ในมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุนรวม ในกรณีนี้ถ้าผู้ถือหน่วยลงทุนขายคืนหน่วยลงทุนให้กับกองทุน
    ก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้แต่อย่างใด

    ผู้ลงทุนยังรู้พลั้ง!

    แม้จะรู้จักกองทุนรวมดี แต่ความผิดพลาดยังเกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าผู้ลงทุน

    - ไม่ศึกษาวัตถุประสงค์ของการลงทุน นโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายต่างๆ ของกองทุนรวมที่ได้ระบุไว้ใน
      หนังสือชี้ชวน
    - ลงทุนตามกระแสโดยเชื่อว่ากองทุนรวมนั้นให้ผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนอื่นในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยไม่พิจารณาว่า นั่นเป็นเพียง
      ผลตอบแทนระยะสั้น
    - โลภ ลงทุนในกองทุนรวม เพราะหวังได้ผลตอบแทนสูงโดยไม่นึกถึงความเสี่ยงเลย
    - ลงทุนโดยไม่พิจารณาถึงความจำเป็นที่ต้องใช้เงินในอนาคต ส่งผลให้ต้องขายหน่วยลงทุนก่อนถึงเวลาอันควร
    - ไม่ติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนรวมที่ได้ลงทุนไว้ ทำให้เสียโอกาสในการซื้อหน่วยลงทุนเพิ่ม หรือขายคืนหน่วยลงทุน
    - ไม่เปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุนรวมกับดัชนีมาตรฐาน

    ตัวอย่างสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้ของผู้ลงทุน

            นางสาวรวยทรัพย์ซื้อกองทุน 5,000 หน่วย หน่วยละ 10 บาท เป็นเงิน 50,000 บาท ต่อมามูลค่าของกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น
    12.50 บาทต่อหน่วย มูลค่าทรัพย์สินของนางสาวรวยทรัพย์จะเพิ่มขึ้นเป็น 62,500 บาท และหากกองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายเงินปันผล
    จากกำไรทั้งหมด คือ 12,500 บาท ในกรณีนี้มีทางเลือก 2 ทางดังนี้

            1. ขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดก่อนที่กองทุนจะจ่ายเงินปันผลเพื่อเอาเงินได้ที่เป็นกำไรส่วนเกิน คือ 12,500 บาทมาใช้
    โดยเงินที่ได้รับนั้นไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นเงินได้จากการขายหน่วยลงทุน ได้รับยกเว้นภาษี
            2. รอรับเงินปันผล กรณีนี้หากผู้ถือหน่วยลงทุนเลือกเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% ผู้ถือหน่วยต้องเสียภาษี 1,250 บาท เหลือ
    เงินปันผลสุทธิที่จะได้รับจริงๆ 11,250 บาท หรือเลือกที่จะนำเงินปันผล ดังกล่าว ไปรวมกับรายได้อื่นเพื่อเสียภาษีปลายปีตาม
    ฐานภาษี สำหรับในกรณีหลังนี้เหมาะกับผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีเงินได้สุทธิต่อปีไม่เกิน 500,000 บาท เพราะมิฉะนั้นจะเสียภาษีสูงกว่า
    ร้อยละ 10 ซึ่งคงไม่คุ้มเป็นแน่แท้


            โดยสรุป ก็คือ บุคคลธรรมดาไม่ควรรับผลตอบแทนจากการลงทุนผ่านกองทุนรวมในรูปเงินปันผล เพราะจะต้อง
    เสียภาษีเงินได้ ในขณะที่กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนไม่ต้องเสียภาษี

            ในบทนี้ คุณได้เรียนรู้ถึงเรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ลงทุนใช้ในการตัดสินใจ
    ลงทุน ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนผ่านกองทุนรวมแบ่งออกเป็นส่วนของเงินปันผล และกำไรส่วนเกินมูลค่าหน่วย โดยที่
    ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย

            นอกจากนี้คุณยังได้เรียนรู้ถึงวิธีการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ และมูลค่าต่อหน่วย เพื่อใช้ในการประเมินผลการดำเนินงาน
    ของกองทุนรวม โดยอาจเปรียบเทียบมูลค่าทรัพย์สินสุทธิดังกล่าวกับผลการดำเนินงานในอดีต หรือเปรียบเทียบกับมูลค่าทรัพย์สิน
    สุทธิของกองทุนอื่นที่มีนโยบายคล้ายกัน หรืออาจเปรียบเทียบกับดัชนีมาตรฐานก็ได้

            สำหรับความเสี่ยงของกองทุนรวมแต่ละประเภทนั้น จะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของตราสารหรือหลักทรัพย์ที่กองทุนรวมนั้นๆ
    เน้นลงทุน ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการลงทุน อย่างไร
    ก็ตามไม่มีวิธีใดที่จะลดความเสี่ยงให้เป็นศูนย์ได้ ทั้งนี้เพราะความเสี่ยงบางประเภทไม่สามารถคาดการณ์ และควบคุมได้ ผู้ลงทุน
    จึงควรศึกษาหนังสือชี้ชวนให้ถ่องแท้ ติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนที่ลงทุนไว้อย่างสม่ำเสมอ และตระหนักถึงความเสี่ยง
    ที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนอยู่เสมอ เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการลงทุนในกองทุนรวมได้